วันนี้ (1 กันยายน 2569) เวลา 12.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลาครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาล โดยได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดอย่างใกล้ชิดตลอดการลงพื้นที่
“เราได้เห็นทั้งศักยภาพของพื้นที่ และปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข วันนี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ”
1. ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว พร้อมเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ทั้งผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อาทิ กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจ (Soft Loan) และค่าธรรมเนียมบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เพื่อเพิ่มโอกาส สร้างรายได้ และสนับสนุนให้คนในพื้นที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค
2. ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ โดยเร่งดำเนินการด้านการออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 นอกจากนี้ จะเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ
3. ด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างความมั่นคงควบคู่กับการทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกออกจากประชาชน โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน
เป้าหมายคือ การสร้างความสงบ ความปลอดภัย และความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง
4. ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนกว่า 142 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จังหวัดปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และเทศบาลเมืองควนลัง รวมถึงเห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน
ที่สำคัญ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จาก “การรอรับเงินเยียวยา” ไปสู่ “ระบบประกันภัย” สำหรับครัวเรือน โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชย “เร็วกว่าและมากกว่า” ระบบเดิม เมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว มีเป้าหมายให้ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
นี่คือการเปลี่ยนจากการ “รอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่การ “เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า”
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นอกจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว โดยวันนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในเส้นทางสายใต้ 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงินลงทุนรวม 106,798.32 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้กับภูมิภาคอื่นของประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญอื่น ๆ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งจะช่วยยกระดับการคมนาคม การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของพื้นที่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การมาประชุมคณะรัฐมนตรีที่ภาคใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง “ไม่ได้มารับฟังแล้วจบ แต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำ” โดย 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย
“สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ สนับสนุนศักยภาพเหล่านี้ และเร่งแก้ไขข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนยังไม่สามารถใช้ศักยภาพของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจต้องดีขึ้น ความปลอดภัยต้องเพิ่มขึ้น โอกาสต้องมากขึ้น และคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้น” นายกรัฐมนตรี ย้ำ
นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนในพื้นที่ที่ร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางการพัฒนาให้กับรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพร้อมรับฟัง พร้อมสนับสนุน และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างโอกาส สร้างความมั่นคง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับพี่น้องประชาชน “รัฐบาลจะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และให้ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด”
ทั้งนี้ สำหรับโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า การจัดทำประกันภัยดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มหลักประกันและความคุ้มครองให้กับประชาชน โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่
1. คุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
2. ภัยที่ให้ความคุ้มครอง 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
3. ความคุ้มครอง แบ่งออกเป็น
- ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย วงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครัวเรือนต่อครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี
- กรณีเสียชีวิต จ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และความช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน
ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและเยียวยาประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการเยียวยา ค่าพยาบาล ถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิงเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่า
แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการปรับรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้รัฐใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความคุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้มากขึ้น